
เมื่อเร็วๆ นี้ Starbucks ได้เสร็จสิ้นธุรกรรมเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ Boyu Capital ซึ่งเป็นการโอนอำนาจควบคุมส่วนใหญ่ของธุรกิจในประเทศจีนให้กับบริษัทลงทุนดังกล่าว การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเติบโต กาแฟ การขยายตัวของเครือข่ายร้านกาแฟในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ทำให้สตาร์บัคส์ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดนี้จากคู่แข่งระดับภูมิภาค เช่น ลัคกินและคอตติ ซึ่งสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างมากด้วยกลยุทธ์การกำหนดราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
บริษัท Boyu Capital ซึ่งมีผู้ก่อตั้งเป็นทายาทของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน จะเข้ามาดูแลหุ้นส่วนใหญ่ถึง 60% ในร้านสตาร์บัคส์ในประเทศจีน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ แต่สตาร์บัคส์จะยังคงถือหุ้น 40% ในร้านค้าเหล่านี้ และจะยังคงให้สิทธิ์ในการใช้แบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญาอันโดดเด่นของตนแก่บริษัทร่วมทุนต่อไป
มอลลี่ หลิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์บัคส์ สาธารณรัฐประชาชนจีนเธอแสดงความเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ โดยระบุว่าข้อตกลงนี้จะส่งเสริม “การปรับแบรนด์สตาร์บัคส์ให้เข้ากับท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง” ในตลาดจีน ซึ่งหมายความว่าแบรนด์จะได้รับการปรับแต่งและทำการตลาดให้เหมาะสมกับผู้บริโภคในท้องถิ่นมากขึ้น สร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
ปัจจุบัน จีนมีร้านสตาร์บัคส์ประมาณ 8,000 สาขา ด้วยข้อตกลงใหม่นี้ บริษัทวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนสาขาอย่างมาก โดยได้รับการสนับสนุนจาก Boyu Capital เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 20,000 สาขาทั่วประเทศ
ข้อตกลงระหว่าง Starbucks กับ Boyu Capital มีจุดประสงค์อะไร?
ข้อตกลงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลยุทธ์กระตุ้นการเติบโตของสตาร์บัคส์ในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นการตอบสนองต่อการแข่งขันที่รุนแรงที่สตาร์บัคส์เผชิญในจีน โดยเฉพาะจากแบรนด์ท้องถิ่นที่เสนอราคาที่ต่ำกว่า
สตาร์บัคส์จะมีบทบาทอย่างไรในกิจการร่วมค้าใหม่นี้?
สตาร์บัคส์จะยังคงถือหุ้น 40% ในร้านค้าของตนในประเทศจีน และจะยังคงให้สิทธิ์การใช้แบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญาแก่บริษัทร่วมทุนต่อไป
แผนการในอนาคตของสตาร์บัคส์ในแง่ของจำนวนสาขาในประเทศจีนเป็นอย่างไร?
สตาร์บัคส์ร่วมกับโบยู แคปิตอล วางแผนที่จะเพิ่มจำนวนสาขาในประเทศจีนจากประมาณ 8,000 แห่ง เป็นเป้าหมาย 20,000 แห่ง